ห่างหายกันไป(นาน)เลยทีเดียว ไม่ได้เข้า exteen เลย
วาติกันหรือชื่อเต็มๆ ว่า "นครรัฐวาติกัน" จัดได้ว่าเป็น ประเทศเอกราช หรือรัฐอิสระที่เล็กที่สุดในโลก โดยมีเนื้อที่ประมาณ 250 ไร่ ในนครแห่งนี้ตามแผนผังประกอบไปด้วย วังวาติกัน, วังกัสเตลกันดอลโฟ (castelgendolfo) อันเป็นที่ประทับ ที่อยู่นอกชานกรุงโรมไปทางทิศใต้, มหาวิทยาลัยเกรโกเรียน (Gregorian University) และโบสถ์ 13 แห่งในกรุงโรม เฉพาะวังวาติกันมีเนื้อที่ 150 ไร่ ซึ่งรวมวิหารเซนต์ปีเตอร์ พิพิธภัณฑ์วาติกัน หอสมุดวาติกัน และที่ประทับขององค์พระสันตะปาปาด้วย

                และ"วาติกัน" เป็นประเทศที่เล็กที่สุดในโลกจริงหรือ?? 

                คำตอบคือคุณถูกครึ่งหนึ่งและผิดครึ่งหนึ่ง นครรัฐวาติกันถือเป็นประเทศอย่างเป็นทางการซึ่งมีขนาดเล็กที่สุดในโลก (เนื้อที่ 0.44 ตารางกิโลเมตร ประชากร 921 คน (ปี 2004)) แต่หากจะมองให้กว้างกว่านั้น ยังมีอีกประเทศที่มีขนาดเล็กเสียยิ่งกว่า และนั่นก็คือ..........

 
  • ซีแลนด์
  • ราชอาณาจักรเกย์และเลสเบียนแห่งหมู่เกาะคอรัลซี

                แต่ทำไมไม่มีการบันทึกประเทศเหล่านี้ว่าเป็นประเทศที่เล็กที่สุดในโลก ก็เนื่องจากประเทศเหล่านี้มีการสถาปนารัฐขึ้นมาเอง และประเทศอื่นๆ ไม่ยอมรับว่าเป็นประเทศเพราะขาดปัจจัยหลายๆ อย่าง จึงทำให้ประเทศนี้มีชื่อเรียกว่าประเทศจำลอง (Micronation)

 

ราชรัฐซีแลนด์(Principality of Sealand)

ขนาดพื้นที่อ้างสิทธิ 0.004 km2

ประชากร 27 (2002)

ประมุข เจ้าชายแพดดี้ รอย เบทส์ (หรือ เจ้าชายรอยแห่งซีแลนต์)

รูปแบบรัฐ ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ

ภาษาราชการ  ภาษาอังกฤษ

สกุลเงิน ซีแลนด์ดอลลาร์ (ผูกค่ากับ ดอลลาร์สหรัฐ)

สัญลักษณ์สกุลเงิน SX$(SXD, SX$ หนึ่งดอลล่าร์สหรัฐมีค่าเท่ากับหนึ่งดอลล่าร์ซีแลนด์) 

คำเรียกประชากร (ภาษาอังกฤษ) Sealander

GDP  SX$600,000 (SX$22,200 per capita)

เขตเวลา GMT

คำขวัญ: E Mare Libertas(เสรีภาพจากท้องทะเล)
เพลงชาติ: "E Mare Libertas" ประพันธ์โดย Basil Simonenko

 

                ซีแลนด์ เป็นประเทศจำลองขนาดเล็ก ตั้งอยู่ที่ป้อมปราการทางทะเลด้านตะวันออกเฉียงใต้ของสหราชอาณาจักรเป็นระยะทาง 10 กิโลเมตร (ประมาณ 6 ไมล์ทะเล) ป้อมปราการนี้ครั้งหนึ่งมีชื่อว่า "HM Fort Rough" (หรือเรียกกันว่า Rough Towers) ที่อังกฤษสร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อปี 1944 ซึ่งห่างออกจากชายฝั่งอังกฤษทางด้านทะเลเหนือ 10 กิโลเมตร (6 ไมล์ทะเล) ในระหว่างสงครามเคยมีทหารประจำการอยู่ที่นี่ประมาณ 150-300 นาย เมื่อสงครามจบลง ป้อมก็ถูกทิ้งให้ร้างไปตั้งแต่ปี 1956

              

มีอยู่เท่านี้แหละ ซีแลนด์

 

ตราแผ่นดิน

                ป้อมปราการแห่งนี้ถูกยึดครองโดยพันตรีแพดดี รอย เบทส์(Roy Bates) อดีตนายทหารสื่อสารแห่งกองทัพบกสหราชอาณาจักร เพื่อใช้ตั้งเป็นสถานีวิทยุกระจายเสียงเถื่อน  ได้ประกาศให้ป้อมกลางทะเลดังกล่าวแยกตัวเป็นอิสระจากเขตแดนของอังกฤษ และตั้งชื่อประเทศว่าซีแลนด์ รวมทั้งตั้งตัวเองเป็นเจ้าชายรอย เบทส์ หรือเรียกอีกชื่อว่า Roy of Sealandเมื่อวันที่ 2 กันยายน 1967 แต่ไม่มีการรับรองจากประเทศที่เป็นสมาชิกของสหประชาชาติแม้เพียงประเทศเดียว ทำให้ที่นี่ไม่มีสถานะเป็นประเทศโดยสมบูรณ์และขาดการยอมรับจากนานาชาติ เนื่องจากประเทศในปัจจุบันจะมีสถานะเป็นประเทศที่มีอำนาจอธิปไตยโดยสมบูรณ์ในทางการเมืองระหว่างประเทศ จะต้องได้รับการรับรองสถานะจากประเทศสมาชิกของสหประชาชาติ ตามอนุสัญญามอนเตวิเดโอด้วย(และในปี 2008 ปัจจุบันนี้ ก็ยังไม่มีประเทศใดเลยจากจำนวน 192 ประเทศที่ยอมรับว่าซีแลนด์เป็นประเทศอย่างสมบูรณ์ (คงเพราะมีอังกฤษคอยเขม่นอยู่))

                เมื่อกองทัพเรือสหราชอาณาจักรผ่านเข้าไปใกล้อาณาเขตของซีแลนด์ บุตรชายของเบทส์ได้ยิงเตือน จึงมีการฟ้องร้องต่อศาลในสหราชอาณาจักรและมีคำพิพากษาออกมาในปี พ.ศ. 2511 ว่าบริเวณที่เกิดเหตุพิพาทอยู่นอกเขตอำนาจศาลสหราชอาณาจักร ต่อมาในปี 1975 เบทส์ ได้นำรัฐธรรมนูญออกใช้และริเริ่มสร้างอัตลักษณ์และกลไกของรัฐเอกราชอื่นๆ เช่น ธงชาติ เพลงชาติ เงินตรา ดวงตราไปรษณียากร และหนังสือเดินทาง ในเวลาต่อมา

                นักวิจารณ์หลายรายได้กล่าวว่า ป้อมแห่งนี้ยังอยู่ในความการปกครองของสหราชอาณาจักรในปัจจุบัน แม้ว่าศาลในสหราชอาณาจักรจะตัดสินว่า ป้อมนี้อยู่นอกเหนืออำนาจศาลของสหราชอาณาจักร เนื่องจากตั้งอยู่ในน่านน้ำสากล พ้นจากระยะห่างจากชายฝั่ง 3 ไมล์ทะเล ซึ่งเป็นอาณาเขตทางทะเลที่สหราชอาณาจักรประกาศไว้


                 ลักษณะภูมิประเทศของซีแลนด์ประกอบไปด้วยฐานซึ่งฝังอยู่ใต้ทะเล เสาทรงกลมขนาดใหญ่สองต้น และดาดฟ้า ในส่วนเสากลมแบ่งเป็น 7 ชั้น (A-G) ชั้น A คือดาดฟ้าและเป็นที่วางเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ชั้น B อยู่เหนือทะเล ส่วน C-G อยู่ใต้ระดับน้ำทะเล ในสมัยสงคราม ชั้น B-E เคยถูกใช้เป็นที่เก็บเสบียงอาหารและที่พัก ชั้น F เป็นคลังอาวุธ และชั้น G เป็นที่เก็บของอื่นๆ


                  ประชากรของซีแลนด์ที่สำคัญประกอบไปด้วย เจ้าชายรอย เบทส์ เจ้าหญิงโจน เบทส์ เจ้าฟ้าชายไมเคิล และทหารอีกหนึ่งคน(ทหารคนนี้กับปืนไรเฟิ่ลหนึ่งกระบอกถือเป็นกองกำลังประจำเพียงหนึ่งเดียวของประเทศ) แต่ถ้าเกิดสถานการณ์คับขัน เจ้าชายรอย เบทส์ยืนยันว่าเขาสามารถรวบรวมกำลังทหารมาได้จากทั่วโลก (ทหารรับจ้าง?)) และเนื่องด้วยสถานภาพพิเศษที่ผู้ปกครองอ้างว่าตนเองเป็นประเทศเอกราชไปโดยปริยาย จึงนำพื้นที่ให้ HavenCo Limited ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรับฝากเว็บไซต์บนอินเทอร์เน็ตเช่า โดยสถานของบริษัทในซีแลนด์ช่วยอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและภาษี นอกจากนี้ยังมีการให้ตำแหน่ง Lord, Lady, Baron และ Baroness กับผู้ที่บริจาคเงินสนับสนุนซีแลนด์ โดยมีค่าใช้จ่ายเพียง £6.36(ประมาณ 790 บาท)

ดังนั้นรายได้หลักของประเทศซีแลนด์คือคือการขายตำแหน่งขุนนาง เหรียญที่ระลึกและแสตมป์

                ตั้งแต่ 1999 เป็นต้นมาได้มีพระบรมราชโองการให้เจ้าฟ้าชายไมเคิล เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ปกครองซีแลนด์แทนพระราชบิดาซึ่งทรงครองราชย์มากว่าสามทศวรรษและทรงมีพระพลานามัยที่ไม่สมบูรณ์แล้ว

                เชื่อหรือไม่ว่าเห็นประเทศเล็กๆ แบบนี้ก็มีกบฏเหมือนกัน.....ในปี 1978 ขนะที่เบทส์ไม่ได้อยู่ในซีแลนด์ Alexander Achenbach ผู้กล่าวอ้างว่าเป็นนายกรัฐมนตรีซีแลนด์พร้อมด้วยประชากรสัญชาติเยอรมันและดัชต์จำนวนหนึ่งได้ก่อการยึดอำนาจด้วยกำลัง จับ Michael บุตรชายของเบทส์ไว้ แล้วหลายวันต่อมาจึงนำไปปล่อยไว้ที่เนเธอร์แลนด์ เบทส์จึงรวบรวมกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์บุกยึดป้อมของตนคืนมาด้วยปฏิบัติการเฮลิคอปเตอร์ จับผู้ก่อการยึดอำนาจไว้เป็นเชลยศึก ผู้ก่อการส่วนใหญ่ถูกส่งกลับประเทศตนเมื่อสงครามจบสิ้น แต่ Alexander Achenbach แต่ทนายความชาวเยอรมันผู้ถือหนังสือเดินทางซีแลนด์ถูกตั้งข้อหากบฎต่อซีแลนด์และถูกคุมขังไว้จนกว่าจะได้จ่ายค่าเสียหายที่เรียกร้อง

                รัฐบาลเยอรมันและเนเธอร์แลนด์เรียกร้องให้สหราชอาณาจักรให้ความช่วยเหลือในการส่งคืนเชลยสงครามเหล่านี้กลับสู่ประเทศของตน แต่สหราชอาณาจักรปฏิเสธโดยอ้างอิงคำพิพากษาของศาลที่ได้ชี้ขาดสถานะของซีแลนด์ไปแล้ว เบทส์เลิกล้มข้อเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าวหลังจากการต่อรองเป็นเวลาหลายสัปดาห์ แต่ก็กล่าวอ้างว่าการเจรจาทางการทูตที่เกิดขึ้นเป็นการยอมรับสถานภาพประเทศเอกราชของซีแลนด์โดยเยอรมนีไปโดยปริยาย เมื่อ Alexander Achenbach ถูกส่งกลับประเทศแล้วกลับตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นและสถาปนาตนเองเป็นประธานองคมนตรี และสืบทอดตำแหน่งดังกล่าวให้ Johannes Seiger ในปี 1982

                
                ตราบจนปัจจุบัน Seiger ยังยืนยันอ้างสิทธิ์การปกครองของตนเองเหนือซีแลนด์ และซีแลนด์ยังถือได้ว่าเป็นประเทศจำลองซึ่งเป็นที่รู้จักกันมากที่สุดในโลก

- เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 1987 อังกฤษได้ประกาศขยายอาณาเขตทางทะเลของตน จากเดิม 3 ไมล์ทะเล (ประมาณ 5.5 กิโลเมตร) ไปเป็น 12 ไมล์ทะเล (ประมาณ 22 กิโลเมตร) ซึ่งการขยายอาณาเขตนี้จะทำให้ซีแลนด์ถูกล้อมโดยเขตแดนของอังกฤษจากทุกรอบด้าน หากเมื่อหนึ่งวันก่อน ในวันที่ 30 กันยายน ซีแลนด์ได้ชิงประกาศขยายอาณาเขตทางทะเลของตนไปเป็น 12 ไมล์ทะเลเช่นกัน ซีแลนด์จึงรอดจากสถานการณ์ดังกล่าวมาได้อย่างหวุดหวิด

- ซีแลนด์มีประชากรเพียง 4 คนก็จริง(ตอนหลังมีเยอะแล้ว) แต่มีทีมฟุตบอลประจำชาติอยู่ด้วย หากเนื่องจากไม่ได้เข้าร่วม FIFA หรือ UEFA จึงไม่สามารถลงแข่งในการแข่งขันอย่างเป็นทางการได้ นอกจากนี้ยังเคยส่งนักกีฬาไปร่วมการแข่งขันต่างๆหลายครั้ง (เคยได้เหรียญเงินสองเหรียญจากการแข่งกังฟูระดับโลกที่แคนาดาในปี 2007)


                - 23 มิถุนายน 2006 ระหว่างที่เจ้าชายรอย เบทส์และครอบครัวไม่อยู่ในซีแลนด์ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าซึ่งมีอายุมากแล้วได้เกิดช็อกจนกลายเป็นเพลิงไหม้ขึ้น ในเดือนถัดมา ซีแลนด์จึงทำการซ่อมแซมภายในและเปลี่ยนระบบไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด (ขณะเกิดไฟไหม้ อังกฤษได้ส่งคนไปช่วยทหารซึ่งเฝ้ายามอยู่เพียงคนเดียวในซีแลนด์ด้วย...เจริญ )

- ซีแลนด์ได้ประกาศขายดินแดนของตนในหนังสือพิมพ์เดย์ลี่เทเลกราฟประจำวันที่ 8 มกราคม 2007 โดยตั้งราคาอยู่ที่ 65 ล้านยูโร - 504 ล้านยูโร แต่เนื่องจากไม่ใช่การขายกรรมสิทธิ์ในประเทศ จึงไม่ใช้คำว่า sale แต่เป็น transfer แทน

ในเดือนเดียวกัน The Prirate Bay ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการด้านอินเตอร์เน็ตจากสวีเดนได้แสดงเจตจำนงค์ในการซื้อ โดยกล่าวว่าต้องการจะสร้างซีแลนด์ให้เป็นประเทศที่ปลอดจากกฎหมายลิขสิทธิ์ทั้งหมด

 

ลิงค์
 - โฮมเพจของซีแลนด์
 - เพียง 16 ยูโร คุณก็เป็นลอร์ดและเลดี้ของซีแลนด์ได้
 - บริษัทฮาเว่นโค

 

แต่ถ้าถามอีกว่าซีแลนด์เป็นประเทศที่เล็กที่สุดในโลกจริงหรือคำตอบคือไม่ใช้ เพราะมันยังมีประเทศเล็กกว่านั้นอีก เพียงแต่ว่ามันล่มสลายไปแล้ว

 

 

สาธารณรัฐโรสไอส์แลนด์

(Republic of Rose Island)

เอสเปรันโต Respubliko de la Insulo de la Rozoj

ภาษาอิตาลี Repubblica dell'Isola delle Rose

คำขวัญ: Far crescere le rose sul mare

ขนาดพื้นที่อ้างสิทธิ 0.0004 ตารางกิโลเมตร

ภาษาราชการ เอสเปรันโต

 

                สาธารณรัฐโรสไอส์แลนด์ (Republic of Rose Island) เป็นประเทศจำลอง ตั้งอยู่ในทะเลในทะเลอาเดรียติก ใกล้เมืองรีมีนี ตอนตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอิตาลี ห่างจากชายฝั่งไปประมาณ 10 กิโลเมตร โดยในสถานะของประเทศถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอิตาลี

มีอยู่เท่านี้แหละ               
                 ประเทศนี้ก่อตั้งหรือสถาปนารัฐ ในปี 1967 วิศวกรชาวอิตาลีชื่อ จิออร์จิโอ โรซา (Giorgio Rosa) ได้ก่อสร้างแท่นขนาด 400 ตร.ม. กลางทะเล และมีการสร้างร้านอาหาร บาร์ ร้านขายของ และไปรษณีย์ โดยแท่นจำลองนี้ได้ประกาศตัวเป็นประเทศเอกราช ในวันที่ 24 มิถุนายน 1968 ภายใต้ชื่อในภาษาเอสเปรันโตว่า "Insulo de la Rozoj" โดย จิออร์จิโอ โรซา ได้ตั้งตัวเองเป็นประธานาธิบดีของประเทศ และได้มีการผลิตแสตมป์จำนวนมาก โดยในแสตมป์แสดงถึงที่ตั้งของประเทศ และวางแผนจะผลิตเงินในสกุลเงิน เรียกว่า "มิลล์" (Mill) (เอสเปรันโต: "milo" (มิโล), (ค่าเงินปรากฎการพิมพ์ในแสตมป์เท่านั้น ไม่ได้พิมพ์ธนบัตรและเหรียญเพื่อนำมาใช้จริงแต่อย่างใด)
 

         

        

 

 

                  ถึงแม้ว่าจุดมุ่งหมายของโรซาไม่ได้มีการกล่าวไว้อย่างชัดเจน ทางรัฐบาลอิตาลีได้มองการกระทำว่าเป็นสถานที่สำหรับเลี่ยงภาษี ที่โรซาสร้างขึ้นเพื่อหลบหนีจากประเทศอิตาลี ทางรัฐบาลได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาควบคุมการบริหารประเทศของสาธารณรัฐโรสไอส์แลนด์ และต่อมาทหารเรือของอิตาลีได้ระเบิดและถล่มสิ่งก่อสร้างทั้งหมด และประเทศจำลองนี้ก็ล่มสลายในที่สุด  

 Gay flag.svg

ราชอาณาจักรเกย์และเลสเบียนแห่งหมู่เกาะคอรัลซี

เพลงชาติ: "I am what I am"?(ฉันเป็นตัวของฉันเอง)

ประชากร: ไม่มีประชากรอาศัยอยู่

วันสถาปนารัฐ: 14 มิถุนายน 2547

ประมุข: จักรพรรดิเดลที่ 1 (เดล พาร์เคอร์ แอนเดอร์ซัน)

รูปแบบรัฐ: ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ

ภาษาราชการ: ภาษาอังกฤษ

สกุลเงิน: ยูโร

ชาติพันธุ์: ชาวเกย์และเลสเบี้ยน

ดินแดนอ้างสิทธิ์: หมู่เกาะคอรัลซี

               ราชอาณาจักรเกย์และเลสเบี้ยนแห่งหมู่เกาะคอรัลซี (Gay and Lesbian Kingdom of the Coral Sea Islands)เป็นประเทศที่จำลองขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มเรียกร้องสิทธิชาวเกย์ (Group for Gay rights)ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของ รัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย การสถาปนานี้เป็นการแสดงออกของลัทธิชาตินิยมในหมู่ผู้ชื่นชอบเพศเดียวกัน (queer nationalism)

        
 
 
 
 
 
 
 
 
               การก่อตั้งประเทศนี้เริ่มมาจากการที่รัฐสภากลางแห่งออสเตรเลียได้ออกกฎหมายห้ามการสมรสระหว่างเพศเดียวกันใน พ.ศ. 2547 กลุ่มเรียกร้องสิทธิชาวเกย์แห่งออสเตรเลียได้ล่องเรือไปถึงเกาะที่ใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะคอรัลซีและปักธงแห่งชาวเกย์กลางเกาะแล้ว ได้ประกาศแยกหมู่เกาะคอรัลซีจากประเทศออสเตรเลียและสถาปนาเป็น "ราชอาณาจักรเกย์และเลสเบียนแห่งหมู่เกาะคอรัลซี" เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2547 โดยนายเดล พาร์เคอร์ แอนเดอร์ซัน (Dale Parker Anderson; เกิด พ.ศ. 2508) สมาชิกคนหนึ่งของกลุ่มฯ ได้สถาปนาตนเองเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิเดลที่ 1 (Emperor Dale I)
 
            ในปีถัดมา กลุ่มเรียกร้องสิทธิชาวเกย์แห่งออสเตรเลียจำใจเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในข้อพิพาทภายในประเทศหลายประการ และในการแยกตัวจากออสเตรเลียของหลายกลุ่ม เช่น การสถาปนาเครือจักรภพเกย์และเลสเบียน(อังกฤษ: Gay and Lesbian Commonwealth Kingdom) อันมีนายแจ็กซ์ บรูกซ์ (Jaix Broox) เป็นผู้นำคนแรก, การสถาปนาชนเผ่าเกย์ (อังกฤษ: Unified Gay Tribe) มีนายบิล ฟรีแมน (Bill Freeman) และนายอองรีก เปแรซ (Enrique Pérez) เป็นผู้นำร่วมกันคนแรก, ตลอดจนการสถาปนามูลนิธิเพื่อปิตุภูมิของชาวเกย์ (อังกฤษ: Gay Homeland Foundation) มีนายวิกเตอร์ ซิมเมอร์แมน (Victor Zimmerman) เป็นประธานมูลนิธิคนแรก
 
File:GLKStamps.jpg
 
อย่างไรก็ดี การสถาปนาราชอาณาจักรเกย์และเลสเบียนแห่งหมู่เกาะคอรัลซีไม่ได้รับการยอมรับจากรัฐชาติใด ๆ และไม่ได้มีการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนจริง ๆ บนเกาะ หมู่เกาะคอรัลซียังคงร้างผู้คนอยู่ตามเดิม และถึงแม้ว่าในวันที่ 1 มกราคม 2549 ราชอาณาจักรฯ ได้เริ่มจัดตั้งและให้บริการไปรษณีย์ระหว่างรัฐควีนส์แลนด์กับหมู่เกาะคอรัลซี เรียกชื่อ "ราชไปรษณีย์เกย์" (อังกฤษ: Royal Gay Mail) แต่ก็มิได้มีการรับรองหรือยืนยันเอกราชของราชอาณาจักรฯ นี้จริง ๆ
 
       กระนั้น ผู้บริหารราชอาณาจักรฯ นับแต่เดือนมิถุนายน 2549 เป็นต้นมา ได้จำหน่ายตราไปรษณียากร และตั้งเป้าไว้ว่าจะผลิตตราไปรษณียากรชุดอนุรักษนิยมออกมาเรื่อย ๆ เพื่อ "ส่งเสริมเกียรติภูมิอันสูงส่งและเป็นเอกลักษณ์ของบรรดานักสะสมตราไปรษณียากร" นอกจากนี้ เว็บไซต์ของราชอาณาจักรฯ ยังได้ประกาศว่าราชอาณาจักรมีสิทธิที่จะดำเนินด้วยตนเองซึ่งเศรษฐกิจทั้งปวงของราชอาณาจักร ทั้งทางการท่องเที่ยว การประมง และการจำหน่ายตราไปรษณียากรอีกด้วย
 
Credit : cammy @dek-d
 

Comment

Comment:

Tweet